ผลกระทบต่อ WHO เมื่อสหรัฐฯระงับเงินสนับสนุน

เมื่อวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศหยุดให้เงินสนับสนุนองค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นการชั่วคราว ทำให้แหล่งเงินสนับสนุนสำคัญนี้ต้องสะดุดหยุดลง จะส่งผลต่อ WHO จนเข้าสู่ภาวะวิกฤติหรือไม่ หลังจากนี้ไป สหรัฐจะทำอย่างไรต่อ WHO จะถอนตัวออกหรือไม่

สหรัฐฯกดดัน WHO อย่างหนัก

จากข้อมูลในเว็บไซต์ทางการของ WHO นั้น WHO มีแหล่งเงินสำคัญมาจากสองทางด้วยกันคือ หนึ่งจากค่าสมาชิก สองคือจากการบริจาค สำหรับค่าสมาชิกนั้นจะกำหนดอัตราค่าสมาชิกจากกำลังทรัพย์และจำนวนประชากรของประเทศนั้น ๆ ส่วนเงินบริจาคนั้น จะมาจากประเทศที่เป็นสมาชิกหรือองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมกันบริจาค

World Health Organization (WHO)

ในระยะหลายปีหลังนี้ แหล่งเงินที่มาจากค่าสมาชิกมีไม่ถึงหนึ่งในสี่ของแหล่งเงินทั้งหมด ดังนั้น แหล่งเงินส่วนใหญ่จึงมาจากการบริจาค โดยปัจจุบัน ประเทศผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดคือประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเทียบอัตราส่วนแล้วสูงกว่าทุกประเทศ ในปีงบประมาณ 2016-2017 สหรัฐจ่ายค่าสมาชิก 2.1 ร้อยล้านดอลลาร์  และยอดบริจาคสูงถึง 7.25 ร้อยล้านดอลลาร์ เทียบเป็น 37% ของยอดบริจาคทั้งหมด นอกจากนั้น ยังมีองค์กรเอกชนอื่น ๆ ก็ร่วมบริจาคให้กับ WHO อย่างเช่น Bill & Melinda Gates Foundation มูลนิธิการกุศลของบิล เกตส์ ก็ได้บริจาคให้แก่ WHO 3.25 ร้อยล้านดอลลาร์เมื่อปี 2017 ดังนั้น เมื่อนับรวมเงินบริจาคขององค์กรเอกชนเข้าไปด้วยแล้วสัดส่วนเงินสนับสนุนของสหรัฐนี้จะสูงมาก

แต่หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าบริหารประเทศเป็นต้นมา รัฐบาลสหรัฐก็เริ่มตัดงบประมาณเงินสนับสนุนองค์กรนานาชาติต่าง ๆ ลงอย่างมีนัยยะสำคัญ จากรายงานของ New York Times รายงานว่า รัฐบาลทรัมป์ต้องการที่จะตัดเงินส่วนนี้ลงให้ได้อย่างน้อย 40% จากข้อมูลถึงสิ้นปี 2019 สหรัฐฯยังคงค้างค่าสมาชิกองค์การสหประชาชาติถึง 1000 ล้านดอลลาร์ และจนถึงขณะนี้ ยังคงค้างชำระค่าสมาชิก WHO อีก 1.2 ร้อยล้านดอลลาร์

WHO จะเข้าสู่ภาวะวิกฤติทางการเงินหรือไม่

งบประมาณทั้งหมดของ WHO นั้น ส่วนหนึ่งนำมาใช้จ่ายกับค่าใช้จ่ายประจำ ส่วนนี้เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น โดยยอดส่วนใหญ่จะนำไปใช้จ่ายกับโครงการในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น การจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ ค่าบริการ ค่าขนส่งค่าเดินทางต่าง ๆ เป็นต้น การขาดแคลนเงินทุนอาจทำให้ WHO ต้องชะลอโครงการต่าง ๆ หรืออาจต้องลดขนาดโครงการลง

นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส
นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO

แต่การหยุดให้เงินสนับสนุนของอเมริกาไม่ใช่ปัจจัยชี้เป็นชี้ตายต่อวิกฤติทางการเงินของ WHO เพราะการบริจาคโดยสมัครใจสามารถทำได้หลายรูปแบบ และหนึ่งในรูปแบบที่สำคัญที่สุดคือ การระดมทุนในยามฉุกเฉิน เช่น องค์การผู้ลี้ภัย ยูนิเซฟ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติและหน่วยงานด้านสาธารณสุขอื่น ๆ ในระหว่างเกิดวิกฤติด้านอาหารหรือด้านสิทธิมนุษยธรรมนั้น ประชาคมโลกก็จะมีการระดมทุน โดยทุนเหล่านี้จะมาจากรัฐบาลแต่ละประเทศ รวมทั้งองค์กรเอกชนด้วย ดังนั้น WHO ก็สามารถระดมทุนผ่านช่องทางเหล่านี้ได้เช่นกัน รวมทั้งรับบริจาคที่มาจากองค์กรเอกชนหรือตัวบุคคล เช่น กองทุนและมูลนิธิ เป็นต้น

ดังนั้น ถึงแม้รัฐบาลสหรัฐจะหยุดให้เงินสนับสนุนก็ตาม แต่รัฐบาลก็ไม่มีอำนาจในการสั่งห้ามองค์กรเอกชนหยุดบริจาคให้กับ WHO จึงไม่ใช่ว่าแหล่งเงินทุนทั้งหมดจะต้องหยุดชะงักลง แต่อาจได้รับผลกระทบในระยะสั้น และจากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ประเทศจีนได้บริจาคให้แก่ WHO 20 ล้านดอลลาร์ตามคำเรียกร้องของ WHO ขณะเดียวกัน ในวันที่ 12 เมษายน รัฐบาลอังกฤษก็ได้มอบเงิน 200 ล้านปอนด์ให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ของสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยยอด 65 ล้านปอนด์เป็นการมอบให้แก่ WHO เพื่อนำไปช่วยเหลือประเทศยากจนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ

อเมริกาจะถอนตัวออกจาก WHO หรือไม่

ก่อนหน้านี้ สหรัฐเคยมีปัญหาเรื่องค้างจ่ายค่าสมาชิกองค์การยูเนสโก้ (UNESCO) แล้วในที่สุดก็ถอนตัวออกจากองค์การดังกล่าวด้วยเหตุผลทางการเมือง ความจริง การค้างจ่ายค่าสมาชิกสำหรับองค์การต่าง ๆ ของอเมริกานั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่ประเทศต่าง ๆ เห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว โดยเฉพะหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์เข้ามาบริหารประเทศ ส่วนครั้งนี้ การที่รัฐบาลสหรัฐเรียกร้องให้ทำการตรวจสอบ WHO โดยอ้างว่า WHO ไม่ยอมรายงานเรื่องการระบาดของโควิด-19 ให้ทราบแต่เนิ่น ๆ ซึ่งเป็นเหตุผลที่คลุมเครือ ดังนั้น การที่จะใช้เป็นเหตุผลในการถอนตัวออกจาก WHO หรือไม่นั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาได้

แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า การที่โดนัลด์ ทรัมป์ กดดัน WHO ครั้งนี้ถือเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างหนึ่งของรัฐบาลสหรัฐ เป็นมาตรการอย่างหนี่งในการเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คนต่อปัญหาการรับมือกับโควิด-19 แต่ใช่ว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะเห็นคล้อยตามด้วย อย่างน้อยก็มีพรรคเดโมแครตที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากพรรคนี้ค่อนข้างให้ความสำคัญกับกิจกรรมระหว่างประเทศ อย่างเช่น ภาวะโลกร้อน การรักษาสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น เดโมแครตอย่างถือว่า การที่อเมริกาจะครองความเป็นเจ้าโลกได้จะต้องได้รับการสนับสนุนด้วยอำนาจอ่อน (soft power) ด้วย รวมทั้งจะต้องคงภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างดีในสายตาของชาวโลกด้วย อย่างน้อยก็ในด้านคณธรรม แต่ทรัมป์กลับไม่เยเสต่อประเด็นเหล่านี้เลย การกระทำแต่ละอย่างของทรัมป์จึงถือเป็นการทำลายอำนาจอ่อน (soft power) ของตัวเองลงอย่างย่อยยับ

*ภาพจากอินเทอร์เน็ต