สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯอาจนำสู่สงครามด้วยกำลังอาวุธ?

Spread the love

ถ้าหากมีใครกล่าวว่าจีนกับสหรัฐฯจะเกิดการขัดแย้งทางการทหารจนเกิดการปะทะด้วยกำลังอาวุธในช่วงก่อนที่โดนัล ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งนั้น คงถูกมองว่าคนคนนั้นพูดจาเหลวไหลแน่ เพราะแม้อเมริกาจะพยายามปิดล้อมและกดดันจีนอย่างหนักตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมาก็ตาม แต่กิจกรรมด้านความร่วมมือยังคงมีมากกว่าการเผชิญหน้ากัน ดังนั้นจึงไม่มีใครคิดว่าจะเกิดการปะทะทางทหารระหว่างจีนกับสหรัฐฯอย่างแน่นอน เพราะต่างมีความเห็นว่า หากเกิดการปะทะขึ้นมันเสี่ยงเกินไป ได้ไม่คุ้มเสีย

นาวิกโยธินสหรัฐ

แต่นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งตลอดสามปีกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจนี้ก็ตกต่ำลงจนถึงขีดต่ำสุด ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศไม่เคยว่างเว้นเลย จนล่าสุดถึงขั้นต่างฝ่ายต่างสั่งปิดสถานกงสุลของอีกฝ่าย

ขณะนี้ ในแวดวงการเมืองระดับโลกมีการพูดคุยกันถึงความเป็นไปได้ที่จีน-สหรัฐฯจะตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและอาจถึงขั้นการเผชิญหน้าด้วยกำลังทหาร ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่การพูดจาเหลวไหลอีกแน่นอน หากแต่เป็นความเป็นไปได้ที่อันตรายยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯในขณะนี้ จึงไม่มีใครที่จะปฏิเสธความเป็นไปได้นี้อีก สาเหตุเพราะ

1 สหรัฐฯจัดวางจีนเป็นคู่ต่อสู้ทางยุทธศาสตร์หลัก จีนเป็นผู้ท้าทายเพียงหนึ่งเดียวของสหรัฐฯ และสหรัฐฯก็ได้วางแผนที่จะต่อต้านจีนอย่างเป็นระบบ การต่อต้านจีนของสหรัฐนั้นมีการวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ มียุทธศาสตร์ เพราะอเมริกาถือว่า ความเป็นเจ้าโลกของตนถูกท้าทายนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ไม่ได้เด็ดขาด แม้จะต้องมีความเสี่ยงและสูญเสียงแค่ไหนก็ตาม เพราะการสูญเสียความเป็นเจ้าโลกนั้นมันสูญเสียยิ่งกว่า

2 มาตรการตอบโต้จีนของสหรัฐฯนั้น ล้วนแต่เป็นเชื้อไฟอย่างดีที่จะนำไปสู่การปะทะทางการทหาร อย่างเช่นการส่งกองเรือรบมาป้วนเปี้ยนที่ทะเลจีนใต้ด้วยข้ออ้างว่า “เพื่อเสรีภาพในการเดินเรือ” นั้น แท้จริงคือต้องการท้าทายจีน เนื่องจากสหรัฐยิ่งเพิ่มแรงกดดันมากเท่าไหร่โอกาสที่จะเกิดการปะทะกันก็มากขึ้นเท่านั้น

ความท้าทายอีกกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นก็คือ การที่รัฐบาลสหรัฐฯประกาศว่าจะส่งรัฐมนตรีสาธารณสุขไปเยือนไต้หวันเพื่อยั่วยุจีน เพราะไต้หวันเป็นประเด็นร้อนที่จีนย่อมจะยอมถอยไม่ได้และสหรัฐเองก็ลงนามข้อตกลงเซี่ยงไฮ้สมัยประธานาธิบดีนิกสันแล้วว่า ยอมรับรัฐบาลปักกิ่งเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมเพียงรัฐบาลเดียว และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนที่แบ่งแยกไม่ได้

แม้ว่าตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุขจะไม่ใช่ตำแหน่งประธานาธิบดีหรือรองปธน. ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญ การให้รมต.สาธารณสุขมาเยือนไต้หวันนี้ ถือว่าทรัมป์โยนหินถามทางเพื่อดูว่าจีนจะมีปฏิกิริยาอย่างไร และในโอกาสต่อไปอาจส่งหน้าหน้าที่ตำแหน่งอื่นที่สูงกว่าจนถึงประธานาธิบดีเองก็เป็นไปได้  

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งประธานาธิบดี ทรัมป์ก็ยิ่งทำการยั่วยุด้วยวิธีที่เสี่ยง ๆ มากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ด้านการเมืองเท่านั้น ยังรวมถึงด้านการทหารด้วย ดังที่นักวิชาการชาวอเมริกันกล่าวว่า การเกิดปะทะด้วยอาวุธระหว่างจีนกับสหรัฐเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ (อ่านบทความ “ระเบิดสงครามการทูตเมื่อจีนเอาคืนสหรัฐด้วยการสั่งปิดสถานกงสุลในเมืองเฉิงตู”) ซึ่งเป็นความเป็นไปได้ที่สุ่มเสี่ยงมาก ถ้าหากเกิดการลั่นกระสุนนัดแรกขึ้นมา

หลายคนอาจคิดว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ถ้าหากยังจำกันได้ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ปี 1999 สหรัฐได้ยิงจรวดถล่มใส่สถานทูตจีนในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย จนสถานทูตย่อยยับและเจ้าห้าที่เสียชีวิตหลายราย สหรัฐทำเช่นนี้ไม่ได้คำนึงถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อจีนและไม่คำนึงถึงศีลธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น หรืออีกกรณีหนึ่งในปี 2001 ที่ไม่มีใครคาดคิดอยู่ ๆ สหรัฐก็ส่งเครื่องบินสอดแนมเข้าสู่น่านฟ้าจีนและชนกับเครื่องบินรบของจีนจนร่วงและนักบินจีนเสียชีวิต หรือล่าสุดก็ลอบสังหารผู้นำทหารระดับสูงของอิหร่าน สำหรับพฤติกรรมที่ไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้นนอกจากผลประโยชน์ของตัวเองอย่างสหรัฐอเมริกาแล้ว ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

เกาะแก่งในทะเลจีนใต้

เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัจจัยที่จะทำให้จีนกับสหรัฐถึงขั้นต้องลั่นกระสุนกันนั้น จะเกิดขึ้นที่ไหน และด้วยวิธีการอย่างไร แม้ว่าอเมริกาจนมีทิศทางที่จะเล่นงานจีนมากมายก็ตาม แต่จุดที่จะก่อให้เกิดการปะทะด้วยกำลังอาวุธจริง ๆ น่าจะหนีไม่พ้นทะเลจีนใต้ สาเหตุคือ

1 มีช่องว่างทางการเมืองสูง

คำว่า “ช่องว่างทางการเมือง” คือ มีความยืดหยุ่นทางการเมืองที่จะไม่บีบรัดตัวเองเกินไป การใช้เวทีทะเลจีนใต้เมื่อเทียบกับช่องแคบไต้หวันแล้ว ความอ่อนไหวของทะเลจีนใต้จะน้อยกว่ามาก หากเกิดการพลาดพลั้งแล้วแทบจะไม่มีช่องว่างทางการเมืองให้ดิ้นได้อีก แต่ถ้าเป็นทะเลจีนใต้ อเมริกาจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่า

2 เกี่ยวพันกับประเทศต่าง ๆ มากกว่าช่องแคบไต้หวัน ซึ่งสามารถส่งผลทางการเมืองต่อจีนได้สูงกว่า

จุดมุ่งหมายของอเมริกาที่ต้องการยั่วยุจีนก็เพื่อกวนน้ำให้ขุ่น โดยยั่วยุให้ประเทศอื่น ๆ ในบริเวณนี้เกิดความขัดแย้งกับจีนเพื่อร่วมมือกันกดดัน ปิดล้อมจีน เพื่อคงสถานะความเป็นเจ้าโลกของตัวเอง

3 ลงมือได้ง่าย

ทำไมถึงบอกว่าลงมือง่าย เพราะทะเลจีนไต้เป็นทะเลกว้างใหญ่และเป็นเกาะแก่งที่ห่างไกลจากแผ่นดินจีน และในบรรดาเกาะแก่งนั้น บางแห่งก็มีคนอยู่อาศัย บางแห่งก็เป็นเกาะร้าง อเมริกาจึงสามารถเลือกที่จะลงมือได้อย่างอิสระ และเป้าหมายของอเมริกาก็ค่อนข้างชัดจนว่า ต้องการที่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับจีนมากกว่าที่จะปะทะกันตรง ๆ ดังนั้น การลงมือจากเกาะที่ไม่มีคนอยู่อาศัย โดยเฉพาะเกาะที่เป็นดินแดนพิพาทก็น่าจะง่ายที่สุด อย่างเช่น เกาะสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) และอาจจะโจมตีเกาะที่จีนสร้างขึ้นมาก็เป็นไปได้ ซึ่งจะสร้างผลกระทบกับจีนยิ่งกว่า

ดังนั้น หากสหรัฐฯลั่นกระสุนนัดแรกจริง ๆ จีนจะทำอย่างไร

หากเป็นเช่นนั้นจริง จีนคงจะอยู่เฉยไม่ได้ เพราะนั่นเท่ากับว่าจีนจะต้องยอมรับกับการถูกกระทำ หากจีนไม่ทำการตอบโต้ใด ๆ สถานะของจีนไม่ว่าด้านการเมืองหรือการทหารก็จะต้องถูกสหรัฐฯกระทำไม่หยุดหย่อนแน่ สิ่งที่จีนต้องทำคือ การเพิ่มกำลังทหารในจุดยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อปิดช่องว่างที่จะให้สหรัฐฯใช้เป็นประโยชน์ทางการทหาร ซึ่งเท่ากับว่าเพิ่มความเสี่ยงให้กับสหรัฐฯมากขึ้น ทำให้ต้องยับยั้งช่างใจวัดผลได้ผลเสียงก่อนที่จะลั่นกระสุนนัดแรก เพราะหากบุ่มบ่ามเกิดเรือรบถูกจีนยิงจมทะเล หรือเครื่องบินรบถูกสอยร่วง อเมริกาก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน

อเมริกาพร้อมที่จะทำสงครามเต็มรูปแบบกับจีนหรือไม่ คิดว่ายัง ดังนั้น จีนจึงต้องควบคุมสถานการณ์การยั่วยุของสหรัฐฯจนกลายเป็นฝ่ายถูกกระทำให้ได้ มิฉะนั้นแล้ว จีนเองก็จะลำบาก

ทีนี้ หากตั้งสมมติฐานว่า สหรัฐฯบ้าบิ่นยอมเสี่ยงที่เล่นงานจีนตรง ๆ โดยหันไปถล่มเกาะแก่งของจีน ยิงปืนใหญ่หรือขีปนาวุธใส่เรือรบหรือเครื่องบินรบของจีน จีนก็คงจะพิจารณาตอบโต้คืนด้วยวิธีเดียวกัน ซี่งการกระทำเช่นนี้ก็จะยกระดับความเสี่ยงของทั้งสองฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับจีนแล้ว ถ้าสหรัฐฯยอมบ้าบิ่นเช่นนี้ จีนเองก็ต้องรับมือถึงที่สุด เพราะมารบกันถึงหน้าบ้านแล้ว และก็จะแพ้ไม่ได้ด้วย ในเมื่อสหรัฐฯเองก็ไม่คิดอะไรแล้ว จีนซึ่งอยู่ใกล้บ้านกว่าสามารถรับกำลังสนับสนุนได้ง่ายกว่าจะไปกลัวอะไร

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากสหรัฐฯยกระดับการเผชิญหน้าทางทหารกับจีน? ผลลัพธ์ที่ได้กับสหรัฐฯน่าจะมีอย่างน้อย 2 ประการคือ

1 การยกระดับการเผชิญหน้าทางทหารอย่างเต็มรูปแบบกับจีนโดยทำการปิดล้อมจีนรอบด้านนั้น สหรัฐฯต้องเดิมพันด้วยยุทธศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิคทั้งระบบ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เดิมพันด้วยตำแหน่ง”เจ้าโลก”ของตน ซี่งเป็นต้นทุนที่สูงเกินกว่าที่จะเสี่ยงเพียงเพื่อแลกกับการสร้างความยุ่งยากให้กับจีน

2 การปิดล้อมจีนรอบด้านนั้น เชื่อว่าสหรัฐฯยังไม่พร้อมถึงขั้นนั้น ไม่ว่าด้านการเมือง การทูตหรือการทหาร ไม่ว่าจะเป็นประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯในย่านนี้อย่างญี่ปุ่นและเกาหลี ก็คงยากที่หาข้อสรุปต่อปัญหานี้ได้ง่ายนัก ดังนั้น หากสหรัฐฯหลับหูหลับตาทำการยั่วยุจีนก็มีแต่ดึงตัวเองเข้าสู่สถานการณ์อันยุ่งยากเสียเอง

แม้ว่าสหรัฐฯจะมีความคิดตลอดเวลาที่จะเสี่ยงเล่นงานจีนเพื่อให้ได้ประโยชน์ทางการเมือง แต่จีนก็ไม่อาจเต้นไปตามจังหวะของสหรัฐฯ ไม่อาจที่จะทนนิ่งเฉยเหมือนเมื่อก่อนอีก หากสหรัฐฯต้องการที่จะยกระดับการยั่วยุ จีนก็พร้อมที่จะตอบโต้ทันทีอย่างแน่นอน

*ภาพจากอินเทอร์เน็ต