การบีบบังคับซื้อ Tik Tok อาจได้แค่เปลือก

Spread the love

หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งห้าม Tik Tok ให้บริการในอเมริกาด้วยเหตุผล(เดิม ๆ ) คือ เป็นภัยต่อความมั่นคง โดยให้เวลาทาง Tik Tok 45 วันเพื่อเตรียมกระบวนการขายกิจการในตลาดอเมริกาให้กับบริษัทท้องถิ่น ซึ่งมีบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการไอทีให้ความสนใจจำนวนมาก อย่างเช่น Microsoft, Oracle, Facebook หรือแม้แต่ยักษ์ค้าปลีกอย่าง Walmart เป็นต้น

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งให้ TikTok หยุดดำเนินธุรกิจในอเมริกาหรือไม่ก็ขายกิจการให้กับบริษัทอเมริกัน

เนื่องจากการที่บริษัทท้องถิ่นเข้าซื้อ Tik Tok ครั้งนี้ เป็นลักษณะของการใช้มาตรการแบบ “อันธพาล” บีบบังคับ พร้อมกันนั้น นายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังออกมาสำทับอีกว่า ถ้าหาก Microsoft สามารถตกลงดีลซื้อ Tik Tok ได้ ก็ควรจะจ่าย “ค่าต๋ง” ให้กับรัฐบาลสหรัฐฯด้วย ดังนั้น แม้หากดีลครั้งนี้จะตกลงกันได้สำเร็จก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว Tik Tok อาจได้เงินที่ได้จาการขายกิจการนี้ไม่เกินครึ่ง ส่วนที่เหลือนั้น ทางสหรัฐฯจะต้องหาวิธีบีบบังคับให้ต้องจ่ายโน่นจ่ายนี่อีกไม่รู้จักจบสิ้น โดยอาจงัดเอาข้อกฎหมายมาเล่นงาน การยึดอายัดไม่ให้ถอนเงินออกนอกประเทศแล้วบีบให้ต้องชำระค่าปรับต่าง ๆ สุดท้าย Tik Tok นอกจากได้เงินไม่ครบแล้ว ยังต้องเสียค่าทนายต่อสู้คดีอีกก้อนโต

สำนักงาน ByteDance บริษัทแม่ของ Tik Tok ในกรุงปักกิ่ง

 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ขณะที่การเจรจาซื้อ Tik Tok ในส่วนของตลาดอเมริกาเหนือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งมีผู้เจรจาขอซื้อคือ Microsoft, Oracle และ Walmart กับ ByteDance บริษัทแม่ของ Tik Tok กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มโดยคาดว่าจะจบดีลในอีกไม่เกิน 48 ชั่วโมงข้างหน้า

แต่แล้ว อยู่ ๆ เหมือนฟ้าฝ่าลงกลางวง เมื่อกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน มีคำสั่งเกี่ยวกับ “ห้ามส่งออกเทคโนโลยี” เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม หรือ 1 วันก่อนจะถึงกำหนดดีลข้อตกลง โดยประเด็นหลักอยู่ที่ข้อ 2 (15) ที่ว่าด้วยเทคโนโลยีการประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะผลัก (push technology) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ Tik Tok ใช้

สังเกตว่า การออกคำสั่งครั้งนี้ไม่มีระบุวันที่บังคับใช้ ซึ่งเท่ากับว่ามีผลบังคับใช้ทันที ในขณะที่คำสั่งห้ามส่งออกเทคโนโลยีนี้มีการประกาศใช้ครั้งแรกในปี 2008 จากนั้นมีการปรับปรุงรายรายเทคโนโลยีหลายครั้ง และทุกครั้งจะมีการระบุวันที่มีผลบังคับใช้ทั้งสิ้น โดยการปรับปรุงครั้งสำคัญคือการปรับปรุงที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 12 เดือนธันวาคม 2001หรือ 1 วันก่อนที่จีนจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) การกำหนดวันเช่นนี้ไม่ใช่ความบังเอิญแน่นอน แต่จีนมองเห็นล่วงหน้าแล้วว่า เมื่อเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) จะต้องมีธุรกิจไหนที่ได้รับผลกระทบบ้าง จึงออกคำสั่งเพื่อปกป้องเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจสำคัญ ป้องกันไม่ให้กิจการใดที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนทำการส่งออกหรือขายเทคโนโลยีให้ต่างชาติ

ในคำสั่งดังกล่าว นอกจากมีรายการเทคโนโลยีที่ห้ามส่งออกแล้ว ยังมีรายการเทคโนโลยีที่ห้ามนำเข้าด้วย เรื่องนี้อาจเป็นที่ฉงนของหลาย ๆ คน เพราะการห้ามส่งออกเทคโนโลยีพอเข้าใจได้ แต่ทำไมต้องห้ามนำเข้าด้วย สาเหตุเป็นเพราะรัฐบาลจีนต้องการเปิดช่องว่างให้บริษัทเทคโนโลยีจีนบ้าง แทนที่จะซื้อเขาอย่างเดียว ก็เปิดโอกาสให้บริษัทท้องถิ่นทำการพัฒนาในขณะที่การพัฒนายังไม่ถึงก้าวที่มั่นคงนั้น จะได้ไม่ถูกเทคโนโลยีนำเข้าทำลายซะก่อน

เข้าสู่ประเด็นของการเจรจาซื้อขาย Tik Tok เมื่อคำสั่งนี้ออกมาแล้ว หาก Byte Dance ยังคงต้องการขาย Tik Tok เหมือนเดิมจะยังคงทำได้หรือไม่ เรื่องนี้ทำได้เพราะไม่มีข้อห้าม แต่จะต้องไม่ขาย push technology ที่ใช้ในการวิเคราะห์และประมวลผลเพราะนั่นคือหัวใจของ Tik Tok และหากยังต้องการจะขายเทคโนโลยีหลักนี้อีก ก็ต้องขออนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน เพราะถ้าหากขายโดยพละการก็จะมีบทลงโทษซึ่งคงไมมีธุรกิจไหนต้องการเจอเช่นนั้น

ดังนั้น ไม่ว่าบริษัทหรือใครก็ตามที่คิดว่ากำลังจะได้หวานหมูเข้าปาก สุดท้ายคงได้แต่เปลือกของ Tik Tok ไป