ทำไมอเมริกาจึงต้องฆ่า Tik Tok

โลกของเราเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเรากำลังก้าวจากยุคของ IT (Information Technology) สู่ยุคของ DT (Data Technology) ถ้าใครมี Data หรือข้อมูลและนำไปใช้ก่อน ก็จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การเมืองตลอดจนสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมทั้งระบบได้ ใครสามารถเป็นผู้นำยุค DT ได้ ก็จะมีโอกาสก้าวสู่ผู้นำแห่งโลกอนาคตได้

Big Data จึงเป็นที่รับรู้และยอมรับกันทั่วโลกว่า มันคือ “ขุมทรัพย์แห่งศตวรรษที่ 21”

ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Tik Tok ก็คือ สหรัฐกำลังก่อสงครามกับจีนเพื่อแยกชิง “ขุมทรัพย์แห่งศตวรรษที่ 21” นั่นเอง

Trump bans Tik Tok
ทรัมป์สั่งแบน Tik Tok

การกล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นการกล่าวลอย ๆ หรือคิดไปเอง แต่มันได้สะท้อนอย่างชัดเจนจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมซึ่งเป็น Think Tank ของโดนัลด์ ทรัมป์ จากบทความที่ปรากฎในสถาบันฮัดสัน (Hudson Institute) ที่ชื่อว่า Why TikTok Matters (ทำไม Tik Tok จึงมีความสำคัญนัก)

บทความดังกล่าว เขียนอย่างไม่อ้อมค้อมด้วยการเริ่มต้นบทความว่า “เหตุใดรัฐบาลทรัมป์จึงต้องประกาศสงครามกับ TikTok ซึ่งเป็นแอปยอมนิยมของบรรดาคนหนุ่มสาว”

ใจความสำคัญของบทความนี้น่าจะอยู่ที่ย่อหน้านี้

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้ใช้ TikTok เปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับซึ่งส่งผลกระทบต่อหน่วยงานทางทหารหรือหน่วยข่าวกรองของเรา แต่อยู่ที่การเก็บรวบรวมข้อมูลมหาศาล ทั้งตำแหน่งที่ตั้ง ประวัติการค้นหา การเยี่ยมชม ซึ่งปัจจุบันนี้ดาต้าได้กลายเป็นสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญชนิดใหม่ของโลกไปแล้ว ใครที่ควบคุมการเข้าถึงและสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ก็เป็นผู้กุมอำนาจในศตวรรษที่ 21

Why TikTok Matters ได้กล่าวสรุปปิดท้ายว่า:

การต่อสู้กับ Tik Tok เป็นเพียงการเปิดฉากสงครามเพื่อแย่งชิงงทรัพยากรเชิงกลยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในศตวรรษที่จะมาถึงนี้ นั่นคือ ข้อมูลของคุณ

Tik Tok แอปยอดนิยมของคนหนุ่มสาวทั่วโลก

บทความนี้เท่ากับได้เปิดเผยความในใจของรัฐบาลทรัมป์อย่างหมดไส้หมดพุง ซึ่งก่อนหน้านี้อ้างว่า Tik Tok เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ และ Tik Tok ถูกตั้งข้อหาว่าทำการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลส่งมอบให้กับรัฐบาลจีน และยอมให้มัลแวร์ส่งผ่าน app ของ Tik Tok และสุดท้ายด้วยข้อหาร้ายแรงคือ Tik Tok เป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลจีนเพื่อขยายอิทธิพลสู่ทั่วโลก

ข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่มีหลักฐานใดสามารถยืนยันได้ว่าเป็นความจริง ไม่เพียงแต่ชาวอเมริกันเองที่ส่ายหัว แม้แต่ James Andrew Lewis รองประธานของศูนย์การศึกษาเชิงกลยุทธ์ระหว่างประเทศ (CSIS) ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่เคยญาติดีกับจีนและเป็นตัวตั้งตัวดีให้รัฐบาลสหรัฐสกัดกั้น 5G ของหัวเหว่ย ยังออกมาให้ความเห็นว่า ข้อกล่าวหาต่อ Tik Tok ข้างต้นนั้น “ไม่มีน้ำหนัก” แต่สำหรับทรัมป์นั้น ผู้ถือว่าไม่มีใครรู้เรื่องความมั่นคงของชาติดีไปกว่าเขาแล้ว ดังนั้น ถ้าเขาคิดจะเล่นงานบริษัทไหน บริษัทนั้นก็เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ

Big Data

ผลกระทบของ Big Data

Big Data มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่จุดไหน มุมไหนก็ตาม ที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือ ในส่วนของผู้บริโภค เพราะผู้ให้บริการต่าง ๆ จะเก็บรวบรวมข้อมูลในชีวิตประจำวันของเรา เช่น เราไปที่ไหนมา เช็คอินที่ไหน แล้วนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลส่วนตัวที่เราจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจให้ไว้ก็ตาม ตามอายุ ความชอบส่วนตัว กำลังความสามารถในการใช้จ่าย พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เป็นต้น แล้วทำการยัดเยียดโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามรสนิยมและความขอบของแต่ละบุคคลมาให้

ที่สังเกตเห็นชัดคือ เมื่อเราเข้าเยี่ยมชมสินค้าตัวใดแล้ว โฆษณาของสินค้าตัวนั้นจะตาม “ตื๊อ” เราไปทุกที่ ไม่ว่าเปิดคอมฯ มือถือ แท็บเล็ต มันตามเราไปหมด ยิ่งโทรศัพท์มือถือปัจจุบันยังสามารถบอกตำแหน่งที่เราอยู่ และมันจะเก็บข้อมูลของเราทุกอย่างโดยที่เราไม่รู้ ว่าวันเวลาไหนเราไปอยู่ที่ไหน…

จะเห็นได้ว่า ผู้ให้บริการเหล่านี้มันรู้จักเราดีกว่าที่พวกเรารู้จักตัวเราเองเสียด้วยซ้ำ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ในด้านของผู้บริโภค แต่ตอนนี้ในแวดวงอื่น ๆ กำลังนำเอา Big Data มาใช้กันมากขึ้น และสุดท้าย Big Data จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมมนุษย์แบบหน้ามือเป็นหลังมือ

ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินแล้ว อุตสาหกรรม การแพทย์ สาธารณสุข การทหาร การเกษตร วัฒนธรรม การศึกษา การกีฬา ด้านกฎหมาย เป็นต้น ล้วนแต่มีศักยภาพและช่องว่างที่จะนำเอา Big Data มาใช้

ดังนั้น การเก็บรวบรวม การจัดการ และการนำเอาข้อมูลไปใช้ จึงกลายเป็นสามกระบวนการสำคัญในสงครามข้อมูลในอนาคต

ขณะนี้ จีนกับสหรัฐจึงอยู่ในภาวะสงครามที่ไร้ดินปืน เนื่องจากความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี ผู้ใช้ ทุนทรัพย์ อยู่ในภาวะที่ต่างไปกันคนละขั้ว

สงครามไร้ควันปืนระหว่างจีนกับสหรัรฐ

สงครามด้าน AI

หากจะกล่าวว่า การแข่งขันในข้อมูลข่าวสารระหว่างจีนกับสหรัฐนั้น กล่าวให้ถึงแก่นแกนก็คือ การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดย AI ได้รับการยอมรับว่าเป็นจุดพีคของการแข่งขันระหว่างประเทศ ประเทศไหนสามารถกุมความเป็นผู้นำในด้านนี้ได้ก็จะได้เปรียบทางเศรษฐกิจและการทหารอย่างไม่ต้องสงสัย

การพัฒนาและการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ต้องการข้อมูลที่จะนำมาป้อนจำนวนมหาศาล ยิ่งข้อมูลจำนวนมากเท่าไหร่ ความถูกต้องแม่นยำก็ยิ่งมากตาม และ AI ก็จะเติบโตเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น

แล้วข้อมูลอันมหาศาลที่จะนำมาป้อนนั้นเอามาจากไหน แน่นอน ย่อมมาจากเว็บไซต์ที่มีคนเข้าเยี่ยมชมเยอะและ App ที่มีคนใช้งานมาก

เมื่อมองจากมุมนี้ จึงไม่ต้องสงสัยว่า คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของอเมริกาย่อมหนีจีนไปไม่ได้

แต่สมรภูมิรบของจีนกับอเมริกาไม่ได้อยู่ภายในของประเทศทั้งสอง หากแต่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาและพื้นที่อื่นๆ ของโลก ซึ่งทั้งจีนและสหรัฐกำลัง”สู้รบ”กันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงผู้ใช้งานนับพันล้านราย

เปรียบเทียบส่วนแบ่งตลาดของแอปจีนกับสหรัฐระหว่างปี 2015 กับ 2019 (ที่มา Sensor Tower)

จากผลสำรวจพบว่า ส่วนแบ่งตลาดของ App จากทั้งสองประเทศดังกล่าวในประเทศอินเดีย บราซิล อินโดนีเซีย อียิปต์ ไนจีเรีย และเม็กซิโก App จีนมีอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับสี่ปีที่ผ่านมาสูงถึง 2-3 เท่า แต่จากการสั่งแบน App จีนของอินเดียในปีนี้ อัตรานี้น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ว่าปัจจุบันนี้ App ของอเมริกาจะครองส่วนแบ่งตลาดสำคัญไว้ได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ App จีนก็มีความแข็งแกร่งและโดดเด่นกว่า และกำลังรุกคืบยึดครองส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว โดยจุดเด่นของ App จีนอยู่ที่การประสานเล่นกันเป็นทีม ทั้ง Bytedance, Tencent และ Alibaba เป็นต้น ส่วน App ของอเมริกามีตัวหลักคือ Facebook

ในด้านการแข่งขันนั้น ไม่เพียงแต่แข่งกันด้านเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่ยังแข่งกันด้านคุณค่าและวัฒนธรรม ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าใครมีเทคโนโลยีเหนือกว่าจะต้องเป็นฝ่ายชนะเสมอ หากแต่ยังขึ้นอยู่กับว่า มันเหมาะสมเข้ากับวัฒนธรรมและอุปนิสัยการใช้งาน ความชอบทางสังคมของผู้ใช้ด้วย ถ้าใครสามารถทำได้สิ่งเหล่านี้ถึงจะเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้อเมริกามองว่าส่งผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์และทางการเมืองอย่างร้ายแรง

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การที่อเมริกาต้องการฆ่า Tik Tok นั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือไม่ หากแต่เป็นเพราะว่า Tik Tok เป็นบริษัทจีน คุณคิดจะทำธุรกิจโดยแข่งขันกันอย่างยุติธรรมภายใต้กฎกติกาดี ๆ นั้น โดนัลด์ ทรัมป์เขาไม่เอาด้วย

เพราะ ByteDance เป็นบริษัทที่มีข้อมูลอยู่ในมืออันมหาศาล และธุรกิจกระจายไปอยู่ทั่วโลก ส่วน Tik Tok ก็เปรียบเสมือนเป็น “เครื่องดูดข้อมูลขนาดยักษ์” ดังนั้น การที่สหรัฐฯใช้วิธีอันธพาลทำทุกวิถีทางโดยไม่คำนึงถึงกฎกติกา คุณธรรมและจริยธรรมเพื่อยึดครอง Tik Tok มาเป็นของตัวเอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลก