ข้างหลังภาพ โดนัลด์ ทรัมป์กับสาวปริศนาที่นั่งตัก

Spread the love

จากภาพที่เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตเมื่อเร็ว  ๆ นี้ซึ่งเป็นภาพเก่าที่ภาพออกเหลืองซีด ขณะที่ทรัมป์เองยังหนุ่มเฟี้ยว ในภาพจะเห็นมีสาวชาวเอเชีย หรือพูดให้เจาะจงลงไปก็คือสาวฮ่องกงที่ทรัมป์โอบเอวนั่งอยู่บนตัก ข้าง ๆ เป็นชายวัยกลางคนซึ่งเป็นชาวฮ่องกงเหมือนกัน แน่นอนว่า ทั้งสองคนไม่ใช่บุคคลธรรมดาแน่

ชายวัยกลางคนนั่นแท้จริงคือ เจิ้งอวี่ถง (郑裕彤)หรือ Cheng Yu-tung ราชาแห่งอัญมณีของฮ่องกง ผู้ก่อตั้งร้าน “Chow Tai Fook” ส่วนสาวที่นั่งบนตักทรัมป์คือ หมิงเหม่ยเหลียน (明美莲)ลูกสาวบุญธรรมของ Cheng Yu-tung และเป็นลูกสาวของหมิงเจียฝู(明嘉福)มหาเศรษฐีฮ่องกง ซึ่งถูกเรียกมาร่วมการพบปะกับทรัมป์ในครั้งนั้น

โดนัลด์ ทรัมป์ (ซ้าย) กับคุณพ่อ เฟรด (Fred) กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ (ภาพจาก Time)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 26 ปีก่อน ขณะนั้น ทรัมป์อยู่ในภาวะล้มละลายจากการทำธุรกิจ ดังที่เราทราบกันว่า โดนัลด์ ทรัมป์เกิดในครอบครัวเศรษฐี โดยคุณพ่อเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมื่อจบการศึกษาก็เข้าทำงานในบริษัทของคุณพ่อ และก็ขับเคี่ยวกับพี่ชายจนตัวเองได้กลายเป็นผู้สืบสานธุรกิจต่อจากคุณพ่อจนกิจการก็รุ่งเรืองอย่างก้าวกระโดดในทศวรรษที่ 1970 และถึงจุดสูงสุดในทศวรรษที่ 1980 และเขาก็นำเงินไปลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ทั้งก่อสร้างอาคารในย่านแมนฮัตตัน จัดตั้งทีมรักบี้ฟุตบอล เข้าซื้อกิจการการบิน เป็นต้น แต่ธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่ประสบความล้มเหลว

ปี 1990 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะที่ซบเซาสุดขีด ทำให้ทรัมป์ประสบการปัญหาขาดสภาพคล่องและไม่สามารถหาเงินใช้หนี้ธนาคารได้ ด้วยมูลหนี้พอกพูนมหาศาล จึงถูกฟ้องล้มละลาย

ส่วนที่ดินที่ซื้อไว้ในย่านแมนฮัตตันจำนวน 77 เอเคอร์นั้นแม้จะเป็นทำแลทอง ก็ไม่มีเงินทุนที่จะพัฒนาต่อ เพราะแม้แต่เงินจ่ายดอกเบี้ยแบงค์ยังไม่มีเลย ดังนั้น หากจะฟื้นตัวได้ก็จะต้องขายที่ผืนนั้นให้ได้

แต่ขณะนั้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกากำลังอยู่ในช่วงตกต่ำสุดขีด ส่วนนักลงทุนญี่ปุ่นที่เคยกว้านซื้อทุกอย่างนั้น ก็กำลังเกิดฟองสบู่แตกในประเทศญี่ปุ่นเอง จึงยากที่จะผู้ซื้อได้

โดนัลด์ ทรัมป์ จึงต้องดิ้นรนทุกทางเพื่อหาผู้ซื้อให้ได้ และก็เกิดมีนักธุรกิจชาวฮ่องกงสองคนเกิดสนใจที่ดินผืนนั้นของทรัมป์ขึ้นมา

เจิ้งเจียฉุน (郑家纯) หรือ  Henry Cheng

นักธุรกิจเศรษฐีฮ่องกง

นักธุรกิจเศรษฐีฮ่องกงมีจำนวนไม่น้อยที่เติบโตในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และในทศวรรษที่ 1980 นั้น นักธุรกิจเหล่านี้กำลังลุยตลาดต่างประเทศ และนักธุรกิจสองคนที่เกิดปิ๊งที่ดินของโดนัลด์ ทรัมป์ก็คือ เจิ้งเจียฉุน (郑家纯) หรือ  Henry Cheng  ทายาทเศรษฐีของเจิ้งอวี่ถง (郑裕彤)ที่กล่าวถึงตอนต้น และเป็นเจ้าของกลุ่มธุรกิจ New World Development กับ หลัวคางรุ่ย (罗康瑞) หรือ Vincent Lo ประธานกลุ่มธุรกิจ Shui On Group

หลัวคางรุ่ย (罗康瑞) หรือ Vincent Lo ประธานกลุ่มธุรกิจ Shui On Group (ภาพจาก Bloomberg)

ในปี 1994 ขณะที่หลัวคางรุ่ย (罗康瑞) ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ในเซี่ยงไฮ้กำลังไปได้ดีนั้น อยู่ ๆ ก็ได้รับการติดต่อจากเจิ้งเจียฉุน (郑家纯) ว่า เขาสนใจที่ดินของโดนัลด์ ทรัมป์ที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำฮัดสัน ย่านแมนฮัตตันในนิวยอร์ก มีพื้นที่ขนาด 77 เอเคอร์ ทั้งสองเห็นพ้องกันว่าจะร่วมมือกันซื้อที่ดินผืนนี้ให้ได้ จึงได้เชิญ โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางมาเจรจาที่ฮ่องกง

หมดฟอร์มเพราะขาดความรอบรู้

เมื่อทรัมป์ได้รับคำเชิญจากทางฮ่องกง  ตอนแรกเขาลังเลที่จะไป เพราะหนึ่งคือเขาเบื่อที่จะต้องนั่งเครื่องบินนาน ๆ สองคือ เป็นห่วงว่าเมื่อถึงฮ่องกงแล้วตัวเองจะตกเป็นเบี้ยล่าง แต่เนื่องด้วยตัวเลขซื้อขายไม่น้อย ในที่สุดเขาเลยต้องไปตามคำเชิญ

เมื่อทั้งสามพบปะกันแล้ว ก่อนที่จะเจรจาการค้าก็ไปออกรอบตีกอล์ฟ โดยมีเดิมพันติดปลายนวมหลุมละ 1000 ดอลลาร์สหรัฐ ความจริงตัวเลขแค่นี้สำหรับแวดวงเศรษฐีแล้วถือว่าเล็กน้อยมาก แต่เนื่องด้วยสภาวะที่ลำบากของทรัมป์ เขาเลยยอม “เสียหน้า” ต่อรองเหลือหลุมละ 100 ดอลลาร์ ความจริงทรัมป์เป็นคนที่ชอบตีกอล์ฟมาก แต่ไม่ทราบว่าเพราะความประหม่าหรือว่าเจอมือโปรเข้าแล้ว ครั้งนี้เลยตีเสียส่วนใหญ่

โดนัลด์ ทรัมป์ สมัยหนุ่ม

หลังจากออกรอบแล้ว เจิ้งเจียฉุน (郑家纯) เชิญทรัมป์ไปร่วมรับประทานอาหารค่ำที่บ้านคุณพ่อด้วยกัน และได้เรียก หมิงเหม่ยเหลียน (明美莲)น้องสาวบุญธรรมมาเป็นเพื่อนคุยกับทรัมป์ด้วย คุยไปคุยมา หมิงเหม่ยเหลียน (明美莲)ไปนั่งตักทรัมป์ และก็เป็นที่มาของภาพถ่ายนี้

แต่อาหารค่ำมื้อนี้ ทรัมป์ไม่มีความสุขเลย เพราะใช้ตะเกียบไม่เป็น และไม่เข้าใจธรรมเนียมและมารยาทการรับประทานอาหารจีนเลย อย่างเช่น อาหารจานแรกเป็นปลาทั้งตัว โดยธรรมเนียมจีนแล้วจะต้องหันหัวปลาไปที่แขก  แต่ทรัมป์เห็นปลาที่อ้างปากแล้ว รีบเลื่อนจานหันไปคนข้าง ๆ

และในสถานการณ์การเจรจาการค้าอันสำคัญเช่นนี้ สุราย่อมเป็นที่ขาดไม่ได้สำหรับคนจีน แต่กลับกลายเป็นว่าทรัมป์เป็นคนที่ไม่ดื่มเหล้า

จากการพบปะตั้งแต่ตีกอล์ฟจนถึงรับประทานอาหารนี้ ทรัมป์เหมือนตกอยู่สภาพที่ประหม่าเหมือนดังสิ่งที่เขากังวล คือ “แพ้ราบคาบ” ซึ่งนักธุรกิจฮ่องกงทั้งสองก็รู้ จึงถือความได้เปรียบนี้เจรจาความทันที

เดิมที ทรัมป์ต้องการที่จะได้เงินทุนโดยเร็ว จึงขอให้ลงนามข้อตกลงและชำระเงินในเดือนเจ็ด แต่ทั้งสองขอเลื่อนเป็นหลังวันที่ 15 เดือนเก้า โดยอ้างเหตุผลว่า เดือนเจ็ดเป็นเดือนปล่อยผีตามประเพณีจีน จึงไม่เป็นมงคล

ส่วนในเรื่องการตกแต่งนั้น ทรัมป์ต้องการตกแต่งตามสไตล์ที่ตัวเองชื่นชอบคือ ใช้หินอ่อนตัดกับสีทอง แต่ทั้งสองก็ปฏิเสธแบบนิ่ม ๆ ด้วยการเชิญซินแสมา

ทรัมป์ต้องน้อมรับทุกอย่าง

โครงการ Riverside South

แว้งกัด

ในที่สุด ทั้งเจิ้งกับหลัวก็เสนอราคาอันเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และต่างก็ลงทุนคนละ 90 ล้านดอลลาร์เพื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในสัดส่วนรวมกัน 70% แล้วใช้เงินอีกหลายร้อนล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในโครงการที่ชื่อว่า Riverside South

เมื่อได้ผู้ร่วมทุนใหม่มา สัดส่วนหุ้นของทรัมป์จึงเหลืออยู่ 30% ทำให้ธุรกิจของเขาสามารถฟื้นตัวได้อีกครั้ง และถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญอีกครั้งหนี่งในชีวิตธุรกิจของเขา

หลังจากลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาผ่านไป 11 ปี ถึงปี2005 เจิ้งกับหลัวรู้สึกว่าถึงจุดอิ่มตัวแล้ว จึงขายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่นิวยอร์คไปด้วยราคา 1.76 พันล้านดอลลาร์  โดยทรัมป์ได้รับส่วนแบ่งจากการขายนี้ 5 ร้อยกว่าล้านดอลลาร์ ซึ่งตามหลักแล้วเขาควรจะดีใจ แต่ทรัมป์กลับไม่พอใจ และยื่นฟ้องต่อศาลโดยกล่าวหาว่า ทั้งสองไม่ยอมฟังเสียงทักท้วงของเขาที่ตามจริงแล้วทรัพย์สินที่ขายไปควรจะได้ราคาสูงกว่านี้ แต่กลับขายในราคาต่ำกว่าที่ควรเป็น และเรียกร้องค่าเสียงหายหนึ่งพันล้านดอลลาร์

เมื่อเจอการแว้งกัดเช่นนี้ ทั้งเจิ้งกับหลัวก็ไม่ยอมเช่นกัน จึงได้ต่อสู้คดี ระหว่างที่ต่อสู้คดีนั้น ก็นำเอากำไรบางส่วนไปซื้อสินทรัพย์ของ Bank of America นิวยอร์คและซาสฟรานซิสโก การต่อสู้คดีดำเนินไป 4 ปี ในที่สุดศาลก็พิพาทษาให้ทรัมป์แพ้คดี ขณะเดียวกันสินทรัพย์ที่ซื้อจาก Bank of America นั้น ก็รวมไปถึงส่วนที่ทรัมป์ถืออยู่ 30% ด้วย ต้องรอจนถึงปี 2044 จึงจะชำระเป็นเงินได้

การขายทิ้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกานั้น สุดท้ายก็พิสูจน์ว่า เจิ้งกับหลัวนั้นมีสายตากว้างไกลกว่า เพราะอสังหาริมทรัพย์ที่ขายไปเมื่อปี 2005 แล้ว หลังจากนั้นอีกสองปี ก็เกิดวิกฤติ Subprime จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก