พิษม็อบเสื้อดำส่งผล Prada ปิดตัว flagship store ในฮ่องกง

จากความวุ่นวายที่กลุ่มม็อบฮ่องกงออกมาสร้างความวุ่นวายแทบไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมาฮ่องกง ส่งผลกระทบไปทั่วหน้า ทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า อัตราการเข้าพักโรงแรมตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ทำให้พนักงานต้องหยุดงานโดยไม่ได้รับค่าแรง เนื่องจากร้านค้าจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องปิดร้านตัวเอง

จากรายงานของ “21st Century Business Herald” รายงานว่า Prada สินค้าแบรนด์ดังจากอิตาลีกำลังจะปิดร้าน flagship store ที่ใหญ่ที่สุดและจะถอนตัวออกจาก Causeway Bay ในปีหน้า ร้านดังกล่าวตั้งอยู่ที่ Plaza 2000 บนถนน Russell Street เป็นร้านในทำเลทองมีขนาดพื้นที่ทั้งหมด 15,000 ตารางฟุต ปัจจุบันจ่ายค่าเช่าอยู่เดือนละ 9 ล้านเหรียญฮ่องกง (ประมาณ 36 ล้านบาท) และสัญญาเช่าที่ทำไว้ 7 ปีจะสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายน 2020 ปีหน้านี้ และจะไม่ต่อสัญญาอีก แต่ทาง Prada ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้

ทางเจ้าของสถานที่ Francis Choi Chee Ming แห่งบริษัท Early Light ยอมรับว่า จำนวนนักท่องเที่ยวได้ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นลูกค้าหลักที่งดเดินทางมาฮ่องกงอันเนื่องจากการประท้วงที่เกิดขึ้น และทางบริษัทกำลังพิจารณาจะลดค่าเช่าลงจากเดิม 44% หรือเหลือเดือนละ 5 ล้านเหรียญ และพร้อมยอมรับทุกเงื่อนไข ตลอดจนการแบ่งซอยพื้นที่ให้เล็กลง

จากรายงานทางการเงินครึ่งปี 2019 ของ Prada แสดงให้เห็นว่า ผลกำไรก่อนภาษีลดลง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับตลาดยุโรป อเมริกาและตะวันออกกลาง ตลาดกลับมีการเติบโตในอัตราส่วนแต่แตกต่างกันไป ในขณะทีร้าน Prada ที่ Causeway Bay ซึ่งเป็นถนนสายที่มีค่าเช่าแพงที่สุดและเต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์หรูราวกับดอกเห็ดกลับมียอดขายหดตัว  ทั้งนี้จากรายงานของ “21st Century Business Herald” รายงานว่า ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานักท่องเที่ยวในย่านนี้บางตามาก แต่ละร้านค้ามีแต่พนักงานแต่ไร้เงาของผู้ซื้อ

ปัจจุบัน Prada มีร้านค้าเปิดกระจายอยู่ทั่วฮ่องกงทั้งหมด 5 ร้านด้วยกันคือ ที่ถนน Hennessy ที่ถนน Russell ที่อาคาร Lishan ที่จิมซาจุ่ยและที่ถนนเกาลูนออสติน โดยร้านที่ถนน Russell ที่กำลังจะปิดตัวลงนี้จะเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดและถือเป็นร้านเรือธงของ Prada

*ภาพจากอินเทอร์เน็ต