หัวเหวยกำลังคิดอะไรถึงเสนอขายเทคโนโลยี 5G ให้กับตะวันตก

สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ดำเนินมาร่วมปี แล้วอยู่ ๆ สหรัฐพี่เบิ้มอันดับหนี่งของโลกก็ลากเอาบริษัทเทคโนโลยีเอกชนเข้ามาในศึกนี้ด้วย ความจริงแล้ว ประเทศมหาอำนาจหนี่งกับบริษัทเอกชนหนึ่ง เมื่อเทียบระดับชั้น ขนาด หรือไม่ว่าในแง่มุมไหนก็ตาม ไม่อาจเทียบกันได้เลย แต่หัวเหวยกลับกลายเป็นเป้าจมตีของสหรัฐ นี่น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติที่ได้พบเห็น

ข้อหาร้ายแรงที่ทางสหรัฐกล่าวหาโดยตลาด แต่ไม่สามารถที่จะเอาหลักฐานมายืนยันได้ก็คือ “ไม่ปลอดภัยต่อความมั่นคงของชาติ” ไม่เพียงแต่กล่าวหาลอย ๆ ยังเรียกร้องให้พันธมิตรช่วยกันคว่ำบาตรหัวเหยโดยให้งดใช้อุปกรณ์ของหัวเหวยด้วย โดยเฉพาะประเทศกลุ่มพันธมิตรเบญจเนตร (Five Eyes หรือ FVEY) ที่ระกอบด้วยสหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา แต่ดูเหมือนจะมีออสเตรเลียที่ตามก้นอเมริกาอย่างติด ๆ นอกนั้นยังคงสงวนท่าทีโดยยอมใช้อุปกรณ์ของหัวเหวยบางส่วนที่อ้างกันว่ามีความอ่อนไหวต่อความมั่นคงน้อย

การที่ทรัมป์ต้องลงดาบกับหัวเหวยเป็นเพราะว่า หนึ่งคือ หัวเหวยแน่จริงที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจนถือเป็นความท้าทายต่ออเมริกาในฐานะผู้นำเทคโนโลยีของโลก สองคือ ความเข้มแข็งของจีนทำให้อเมริกาห่วงว่าความเป็นพี่เบิ้มของตัวเองกำลังถูกท้าทาย ด้วยเหตุผลต่างๆนานาเหล่านี้ เราจึงได้เห็นประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกสู้รบตบมือกับบริษัทเทคโนโลยีจีนที่มองยังไงก็ไม่ใช่คู่มวยที่สมน้ำสมเนื้อ โดยปกติแล้ว ประเทศเล็กไปสู้รบกับประเทศใหญ่อย่างมากไม่เกินสองยกก็จบข่าว แต่ด้วยความเก๋าของหัวเหวยลูกหลานขงเบ้ง ไม่เพียงแต่ไม่โดนน็อก กลับสามารถยืนแลกหมัดได้อย่างไม่มีอ่อนแรง แถมมีกลเม็ดเด็ดพรายออกมาเป็นระยะๆ ที่เห็นล่าสุดก็คือ การให้สัมภาษณ์ของเหรินเจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งหัวเหวยกับทางนิตยสาร The Economist เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมาจนสร้างความเซอร์ไพร์ส(อีกครั้ง)ทั่วทั้งวงการ นั่นคือ

หัวเหวยพร้อมขายเทคโนโลยี 5G ให้กับบริษัทตะวันตกรายไหนก็ได้ที่สนใจจะซื้อ

โดยเหรินเจิ้งเฟยกล่าวว่า เขาพร้อมที่จะขายให้บริษัทบริษัทตะวันตกรายไหนก็ได้ด้วยการจ่ายค่าลิขสิทธิเพียงครั้งเดียว แล้วสามารถใช้สิทธิบัตรนั้นได้ตลอดไป โดยผู้ซื้อจะได้ทั้ง source code พิมพ์เขียวในการผลิต เพื่อให้สามารถพัฒนาต่อยอดและแก้ไข source code เป็นของตัวเองได้ ทำให้บริษัทอเมริกาสามารถมีเทคโนโลยี 5G ของตัวเองที่สามารถแข่งขันกับ Huawei, Ericson, Nokia ได้ เหรินกล่าวว่า การทำเช่นนี้เพื่อให้มีคู่แข่งที่สามารถแข่งขันกับหัวเหวยได้

หลายคนทราบข่าวนี้อดถามไม่ได้ว่า เหรินเจิ้งเฟยโดนทรัมป์เล่นงานจนสติแตกหรือเปล่า สิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำเขากลับทำ การทำเช่นนี้มันจะไม่เป็นอันตรายต่อหัวเหวยหรือ แล้วเขากำลังคิดอะไรอยู่ ในฐานะ จอมยุทธแห่งลุ่มน้ำฮวงโห นั้น การก้าวแต่ละฝีก้าวยอมไม่ใช่การก้าวที่ไร้จุดหมายแน่นอน ดังนั้น การที่เหรินเจิ้งเฟยเสนอเช่นนั้นกับสื่อระดับโลกอย่าง The Economist เขาน่าจะมีเป้าหมายดังนี้คือ

1 เพื่อให้คำกล่าวหาและคำให้ร้ายของอเมริกาที่ไร้หลักฐานต้องพับไปเอง

คำกล่าวหาและคำให้ร้ายของอเมริกาแม้จะไร้หลักฐานพิสูจน์ได้ก็ตาม แต่ผู้พูดในฐานะพี่เบิ้มของโลกและการพูดซ้ำๆทุกวันก็ย่อมสร้างความหวั่นไหวและแตกตื่นให้กับบางประเทศแน่นอน และก็เป็นการทำลายชื่อเสียงของหัวเหวยในเวลาเดียวกัน ดังนั้น เมื่อเอาเทคโนโลยีของตัวเองขายแบบเปิดกว้างให้กับคนอื่นแล้ว อเมริกาก็ไม่มีอะไรจะกล่าวหาได้อีก เพราะเมื่อขายพร้อม source code ก็ไม่มีอะไรที่เป็นความลับอีก

2 ขจัดความกังวลของประเทศตะวันตก

แม้ว่าประเทศตะวันตกจำนวนไม่น้อยไม่ได้เชื่อตามคำกล่าวหาของอเมริกาในด้านความปลอดภัยก็ตาม แต่พวกเขากลับกังวลว่าการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้ของหัวเหวยกำลังล้ำหน้าพวกเขา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องของตัวเอง เมื่อหัวเหวยยอมขายเทคโนโลยีนี้ให้กับรายอื่นแล้ว คุณก็สามารถที่จะซื้อจากรายอื่นก็ได้ แต่ถ้าคิดว่าอยากได้ของดีราคาถูกกว่าก็ซื้อของหัวเหวยก็ได้ ในเมื่อเทคโนโลยีก็ตัวเดียวกัน ความจริงหัวเหวยเป็นผู้นำด้านนี้อยู่แล้ว เขาสามารถที่จะผูกขาดแต่ผู้เดียวก็ได้ แต่การทำเช่นนี้ยอมไม่ส่งผลดีต่อหัวเหวยเอง ดังนั้น การออกมาประกาศเช่นนี้ของเหรินเจิ้งเฟยจึงถือเป็นก้าวที่ชาญฉลาดมาก

 3 สร้างคู่แข่งขึ้นมาเพื่อคงศักยภาพการแข่งขันของตัวเอง

ธุรกิจที่ไร้คู่แข่งนั้น ศักยภาพการแข่งขันมักจะถดถอย ดังจะเห็นได้จากธุรกิจผูกขาดในบ้านเรา ดังนั้น การที่หัวเหวยทำเช่นนี้ ก็จะเป็นการสร้างคู่แข่งขึ้นมาและทำให้หัวเหวยอยู่นิ่งไม่ได้อีก

4 หาเงินก้อนโตเพื่อนำไปพัฒนาเทคโนโลยีก้าวล้ำไปอีกขั้น

แม้ว่าข้อเสนอนี้จะยังไม่ได้เคาะตัวเลขออกมาชัดเจน แต่เชื่อว่าน่าจะต้องสูงถึงหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามรายงานเมื่อเดือนมิถุนายนนั้นรายงานว่า หัวเหวยมีสิทธิบัตร 5G ถืออยู่ในมือทั้งหมด 2570 สิทธิบัตร หรือเทียบเท่ากับร้อยละ 20 ของอุตสาหกรรมทั้งหมด ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา หัวเหวยได้ทุ่มเทเงินทุนสำหรับการวิจัยพัฒนาไม่ต่ำกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น การขายในราคาหมื่นล้านจึงไม่ใช่สิ่งที่เกินเลยแต่อย่างใด เมื่อได้เงินก้อนนี้มาแล้ว ก็สามารถนำมาทุ่มกับการวิจัยพัฒนาต่อไป ทำให้หัวเหวยก้าวล้ำไปข้างหน้าอีกจนยากที่คู่แข่งจะตามทัน

เมื่อหัวเหวยออกมุกนี้มา ไม่ว่าในที่สุดแล้วจะมีคนซื้อหรือไม่ก็ตาม ถ้ามีคนซื้อ หัวเหวยไม่เพียงยังคงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ต่อไป ยังได้ประโยชน์อีกมากมายดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ถ้าไม่มีคนซื้อ ก็เท่ากับคำกล่าวหาและคือใส่ร้ายของสหรัฐก็สิ้นฤทธิ์ไปเอง เพราะหัวเหวยเขาอุส่ายอมเปิดกว้างถึงขนาดนี้แล้ว

ว่าแต่ว่า โดนัลด์ ทรัมป์เองจะรับไหวหรือไม่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ทรัมป์ไม่กล้าที่จะขายเทคโนโลยีไฮเทคให้กับจีน และไม่กล้าที่จะเผชิญการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน นอกจากกล่าวหาให้ร้าย ตอนนี้เหรินเจิ้งเฟยเสนอที่จะขายเทคโนโลยี 5G เช่นนี้แล้ว ทรัมป์จะทำยังไงต่อไป