วิบากกรรมของซัมซุงกับแนวรบด้านตะวันออก

Spread the love

ขณะที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนดำเนินมาร่วมปี และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงได้เมื่อใดนั้น ทางด้านตะวันออกนั้นประเทศที่เป็นลูกน้องของสหรัฐก็เริ่มตีตามลูกพี่บ้าง แต่ไม่ใช่ช่วยลูกพี่ตีนะ หากแต่ตบตีกันเองและมีทีท่าว่าจะดุเดือดไม่แพ้ลูกพี่หรืออาจจะโหดกว่าด้วยซ้ำ นั่นคือสงครามการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลี

ความจริงสองประเทศนี้แม้จะเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐในตะวันออกไกล แต่ปัญหาความระหองระแหงก็มีอยู่เนือง ๆ เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์การล็อกเป้าเรดาร์ คือเครื่องบินของญี่ปุ่นใช้เรดาร์จับและล็อกเป้าเล็งไปที่เรือของเกาหลี (พร้อมยิงได้ทุกเมื่อ) เมื่อปี 2018 จากนั้นมาก็เริ่มสงครามน้ำลายมาตลอดจนถึงกรณีของการที่ญี่ปุ่นเตะเกาหลีออกจาก Whitelist ทางการค้า จนถึงล่าสุด เกาหลีประกาศยุติข้อตกลงการแลกเปลี่ยนข้อมูลความมั่นคงทางทหาร (General Security of Military Information Agreement) กับญี่ปุ่น

Japan-Korea trade war
เอเบะกับมุน แจ-อิน พร้อมแตกหัก

ดังที่เราทราบกันว่า เกาหลีใต้เป็นผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ในด้านอิเลคทรอนิกส์ อย่างเช่น ทีวี และเซมิคอนดักเตอร์ เช่น หน่วยความจำและชิปต่าง ๆ ซี่งมีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ แต่ต้องพี่งพาวัตถุดิบในการผลิตจากญี่ปุ่น และตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกมาตรการควบคุมการส่งออกวัสดุเทคโนโลยีขั้นสูง 3 ชนิดที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตหน่วยความจำ จอภาพ และสมาร์ทโฟน

Korean comfort woman
หญิงผู้เคราะห์ถูกบังคับให้เป็น “นางบำเรอ (comfort woman)” คือหนึ่งในต้นเหตุของปัญหา

ต้นเหตุความระหองระแหงระหว่างเกาหลี-ญี่ปุ่น

เรื่องราวคงต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2561 เมื่อศาลสูงเกาหลีใต้พิจารณาคดีเก่า เรื่องของเรื่องคือ ในช่วงที่คาบสมุทรเกาหลีอยู่ใต้อาณานิคมญี่ปุ่น มีบริษัทที่ทำเกี่ยวกับด้านโลหะที่ได้จ้างชาวเกาหลีเข้าทำงาน ขณะนั้นกองทัพญี่ปุ่นผู้รุกรานกระทำการต่อชาวเกาหลีทั้งปล้นฆ่า ข่มขืน วางเพลิง ดังนั้น โรงงานเองก็ไม่แตกต่างกัน โดยขุดรีดแรงงาน กดขี่ทุกทาง ดังนั้น ผู้ที่ยังเหลือรอดชีวิตในปัจจุบันจึงรวมตัวกันฟ้องร้อง Nippon Steel ต่อศาลเพื่อเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย และหลังจากที่ศาลสูงเกาหลีทำการสอบสวนพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วจึงพิพากษาว่า ให้บริษัท Nippon Steel จ่ายค่าเสียหายให้แก่คนงานทั้งสี่คนละ 100 ล้านวอน ความจริงเงินแค่นี้สำหรับบริษัทใหญ่อย่าง Nippon Steel เป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว แต่วงการอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในญี่ปุ่นเกิดความโกลาหลไปทั่วและต่างก็คัดค้านอย่างรุนแรงต่อคำพิพากษานี้

Japan-Korea trade war
ชาวเกาหลีออกมาประท้วงญี่ปุ่น

ในส่วนของรัฐบาลญี่ปุ่นก็เช่นกัน ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรียันนายกรัฐมนตรีต่างออกมาคัดค้าน และกล่าวหาเกาหลีว่าไม่รักษาสัจจะ โดยอ้างว่าการลงนามในข้อตกลงการเรียกร้องสิทธิระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลี ปี 1965 ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ญี่ปุ่นจะให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจำนวน 300 ล้านดอลลาร์ และความช่วยเหลือแบบต้องชำระคืน 200 ล้านดอลลาร์ และเงินกู้เพื่อการค้าอีก 300 ล้านดอลลาร์ อันเป็นความช่วยเหลือครั้งเดียว แล้วปัญหาพิพาทหรือค่าเสียหายอื่น ๆ ในทำนองเดียวกันเป็นอันยุติ จะไม่ต้องรับผิดชอบต่ออีก

ว่ากันตามหลักการแล้ว ในฐานะประเทศอริยะสมัยใหม่เมื่อลงนามในข้อตกลงแล้วจะต้องไม่กลับคำ ไม่รื้อฟื้นเรื่องที่ได้ตกลงกันไว้แล้วอีก แต่ทำไมรัฐบาลมุน แจ-อิน ถึงต้องการคว่ำข้อตกลงที่ลงนามไว้

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงการต่อของฝ่ายซ้าย-ฝ่ายขวาในการเมืองเกาหลี ปัจจุบันนี้มุน แจ-อินจัดอยู่ในกลุ่มฝ่ายซ้าย ถือว่าเป็นพรรคตัวแทนของชนชั้นล่างและเป็นกลุ่มเสรีนิยม มีความเชี่ยวชาญในด้านการระดมมวลชน และมีแนวคิดที่จะ”ใกล้ชิด”กับเกาหลีเหนือ

ในประวัติศาสตร์เกาหลี คิมแดจูง (Kim Dae-jung) คือผู้นำฝ่ายซ้ายคนแรกที่ได้ขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง จากนั้นตามด้วยโร มู เฮียน (Roh Moo-hyun) ที่ครองอำนาจยาวนานถึง 10 ปี(1998-2008)ส่วนมุน แจ-อิน คือผู้นำฝ่ายซ้ายคนที่สามที่ขึ้นสู่อำนาจในปี 2017 หลังจากเกิดกรณีอื้อฉาวของ พัก กึน-ฮเย (Park Geun-hye) นอกจากนั้น ช่วงเวลาที่เหลือของการเมืองเกาหลี อำนาจส่วนใหญ่จะอยู่กับฝ่ายขวาซี่งเป็นตัวแทนของกลุ่มทุน ธุรกิจขนาดใหญ่

การเจรจาข้อพิพาททางการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลี
ผู้แทนเจรจาทั้งสองฝ่ายนั่งเผชิญหน้ามากกว่าการเจรจา

ดังนั้น เมื่อมุน แจ-อิน ขึ้นสู่อำนาจ จึงใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อกระหน่ำฝ่ายขวา เริ่มตั้งแต่การ”ชำระบัญชี”กลุ่มทุนที่สนับสนุน Park Geun-hye และที่โดนหางเลขอย่างจังก็คือ Samsung การไม่ยอมรับข้อตกลงเรื่องหญิงบำเรอ (Korea-Japan Comfort Women Agreement) ที่ Park Geun-hye ลงนามไว้กับรัฐบาลอาเบะ (Abe) พร้อมกันมุน แจ-อินยังพุ่งเป้าไปถึงข้อตกลงการเรียกร้องสิทธิระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลี ที่ พัก จุง ฮี (Park Chung-hee) พ่อของ Park Geun-hye ลงนามกับญี่ปุ่นในปี 1965 ด้วย โดยถือว่าไม่เป็นธรรมเนื่องจากญี่ปุ่นคือผู้รุกราน และค่าเสียหายที่ให้มาก็นำมาสนับสนุนกลุ่มทุนใหญ่ที่สนับสนุนรัฐบาลฝ่ายขวาของเกาหลี ส่วนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสงครามจริง ๆ กลับไม่ได้รับอนิสงส์แต่อย่างใด ข้อตกลงนี้ถือว่าเกาหลีเสียเปรียบจึงยอมรับไม่ได้ จึงคิดที่จะคว่ำข้อตกลงทั้งสอง เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลอาเบะอย่างมาก

และแล้ว เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ ๆ ก็ยกเอาเหตุผลด้านความมั่นคง (ฟังดูคุ้น ๆ) ควบคุมการส่งออกวัตถุดิบสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ให้กับเกาหลีโดยหลัก ๆ มีสามตัวด้วยกันคือ fluorinated polyimides) ซึ่งใช้ในการผลิตหน้าจอ photosensitising agent resist ซึ่งใช้ในกระบวนการผลิตชิป และ hydrogen fluoride ซึ่งใช้เป็นก๊าซกัดกรดในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เห็นรายชื่อสารเคมีทั้งสามตัวแล้วคงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าบริษัทไหนในเกาหลีได้รับผลกระทบหนักที่สุด

สงครามการค้าญี่ปุ่นกับเกาหลี

เหตุผลที่ญี่ปุ่นเลือกควบคุมสารเคมีสามตัวนี้เพราะ

1 คือ ญี่ปุ่นมีอำนาจสิทธิ์ขาดสำหรับสารทั้งสามตัวนี้ เพราะญี่ปุ่นครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 90%

2 คือ สารทั้งสามตัวนี้เก็บรักษายาก ต้องสั่งเท่าที่จะใช้ ดังนั้นเมื่อหมดแล้วถึงสั่งใหม่ แต่เมื่อเจอไม้นี้ของญี่ปุ่นเข้า ธุรกิจด้านนี้ของเกาหลีก็ยากที่จะอยู่ได้

ส่วนเป้าหมายของญี่ปุ่นที่ทำเช่นนี้ก็ชัดเจน คือ ต้องการบีบให้รัฐบาล มุน แจ-อิน ต้องยอมถอยต่อปัญหาความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ และให้ยอมรับข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้แล้ว

การใช้มาตรการควบคุมสารเคมีทั้งสามตัวนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นก็ทำอย่างมีขั้นตอน ตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็น การลงคะแนน และสุดท้ายคือ “ถีบ”เกาหลีออกจาก Whitelist ทางการค้าของตัวเอง เมื่อถูกเขี่ยวออกจาก Whitelist แล้ว เท่ากับว่าจากนี้ไปเวลาเกาหลีจะซื้ออะไรจากญี่ปุ่นนอกเหนือจากอาหารและของใช้พื้นฐานแล้ว นอกนั้นจะต้องผ่านการสอบสวนและได้รับอนุมัติก่อนจึงจะส่งออกไปเกาหลีได้ เท่ากับว่าญี่ปุ่นสามารถควบคุมชะตากรรมอุตสาหกรรมไฮเทคของเกาหลีอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะในแง่การค้า การต้องเผชิญกับขั้นตอนที่ซับซ้อนยุ่งยากย่อมจะทำให้ต้นทุนสูงและที่สำคัญอาจไม่สามารถป้อนวัตถุดิบทันกับความต้องการได้

เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้น ชาวเกาหลีก็ออกมาประท้วงสินค้าญี่ปุ่น ทำให้ยอดนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นลดลงอย่างมหาศาล และในที่สุด รัฐบาลเกาหลีก็จัดการ “ถีบ” ญี่ปุ่นออกจาก Whitelist ของตัวเองบ้าง เรียกว่าแลกกันหมัดต่อหมัดอย่างไม่กลัวเจ็บ

หลักการสำคัญของการค้าคือ ความสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์และอุปทาน นั่นคือต่างก็นำเอาอุปทานส่วนเกินของตัวเองไปแลกกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ (อุปสงค์) เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้สังคมพัฒนาการจัดสรรงานตามต้นทุนที่ต่ำที่สุด แต่การค้าเสรีเป็นเพียงแนวคิดในอุดมคติ เพราะประเทศต่าง ๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดความขัดแย้งเนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด ดังนั้น การค้าจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกการเมืองเข้ามาแทรกแซงเสมอ

สำหรับ Samsung นั้น ไม่ว่ารัฐบาลฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาขึ้นมาครองอำนาจ ก็หนีไม่พ้นได้รับผลกระทบ ช่วงฝ่ายขวาครองอำนาจน่าจะราบรื่น แต่รัฐบาลกลับมาสะดุดขาตัวเอง ทำให้ผู้บริหารระดับสูงต้องติดคุกไปด้วย ส่วนในยุคของ มุน แจ-อิน นี้ กลายเป็นการเมืองระหว่างประเทศที่ตัวเองต้องรับเคราะห์เต็ม ๆ เนื่องจากอุตสาหกรรมของตัวเองต้องพึ่งพาสารเคมีทั้งสามตัวดังกล่าว และรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารเคมีนี้เป็นเส้นเลือดใหญ่ของ Samsung เสียด้วย

สงครามการค้าญี่ปุ่น-เกาหลี
ทางใครทางมัน

ล่าสุด Samsung ต้องดิ้นหาซัพพลายเออร์จากที่อื่นทดแทนการนำเข้าจากญี่ปุ่น โดยส่งผู้บริหารระดับอาวุโสไปเยี่ยมชมและเจรจากับผู้ผลิตในจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน รวมทั้งหาทางพัฒนาขึ้นในประเทศเอง แต่ Jun Hong Park นักวิเคราะห์จาก S&P Global Ratings กล่าวว่า คงจะยากที่เกาหลีจะพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้ให้ทันญี่ปุ่นในระยะเวลาอันสั้น แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลก็ตาม

การหาซัพพลายเออร์ทดแทนนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นไปได้ 100% ก่อนอื่นคงต้องใช้เวลาอย่างสองถึงสามเดือนในการทดสอบว่าคุณภาพอยู่ในระดับเดียวกับปัจจุบันหรือเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่ แต่ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ต่อไปก็จะลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากญี่ปุ่น และอำนาจการแข่งขันก็คงจะพลิกโฉมครั้งใหญ่อีกครั้ง