สงครามการค้าแนวรบใหม่ เมื่ออเมริกาหันกระบอกปืนไปหายุโรป

เหมือนได้รับพรจากองค์การการค้าโลก (WTO) โดนัล ทรัมป์เปิดศึกกับสหภาพยุโรปทันทีด้วยการกำหนดอัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าของสหภาพยุโรปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้สหภาพยุโรปกรณีให้เงินสนับสนุนแก่กับผู้ผลิตเครื่องบินแอร์บัสอย่างผิดกฎหมาย

กรณีพิพาทระหว่างผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ของโลกสองราย คือ แอร์บัสกับโบอิ้ง เริ่มต้นเมื่อปี 2004 เมื่อทางวอชิงตันกล่าวหาฝรั่งเศส เยอรมัน สหราชอาณาจักรและสเปนว่า ให้เงินสนับสนุนแก่ผู้ผลิตเครื่องบินแอร์บัสอย่างผิดกฎหมาย หลังจากนั้นหนึ่งปี ทางอียูก็เอาคืนบ้างด้วยข้อหาเดียวกัน โดยกล่าวหาว่า โบอิ้งเองก็ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐถึง 19.1 พันล้านดอลลาร์ในระหว่างปี 1989 ถึง 2006

หลังจากที่ต่อสู้กันมาเกือบ 15 ปี ทางสหรัฐได้ร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก และเมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ ทางองค์การการค้าโลกได้มีคำตัดสินออกมาว่า สหรัฐฯมีสิทธิ์ที่จะกำหนดมาตรการตอบโต้การอุดหนุนที่ผิดกฎหมายของสหภาพยุโรป สหรัฐไม่รอช้าจึงได้งัดมาตรการภาษีต่ออียูทันทีโดยมีผลในวันที่ 18 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยจะเรียกเก็บภาษีจากเครื่องบินแอร์บัส 10 เปอร์เซ็นต์ และสินค้าเกษตรอื่น ๆ 25 เปอร์เซ็นต์ เช่น ไวน์ฝรั่งเศล เนยแข็งอิตาลี และสก็อตวิสกี้ เป็นต้น

แน่นอนว่า ทางอียูจะเป็นเป้านิ่งให้สหรัฐชกฝ่ายเดียวย่อมเป็นไปไม่ได้ โดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจของฝรั่งเศส Bruno Le Maire ออกมากล่าวก่อนที่มาตรการภาษีของสหรัฐจะมีผลบังคับใช้เพียงไม่กี่นาทีว่า “เราจะดำเนินตอบโต้ด้วยมาตรการที่คล้ายกัน หรืออาจจะรุนแรงกว่า ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยอยู่ภายใต้กรอบของ WTO เพื่อตอบโต้การคว่ำบาตรของสหรัฐ”

แต่ Le Maire ก็ยังคงเหลือทางหนีทีไล่ไว้ให้กับตัวเอง โดยเรียกร้องให้หาทางออกด้วยการเจรจามากกว่าที่จะสร้างความขัดแย้งกัน

คงต้องดูกันต่อไปว่า แนวรบนี้จะดุเดือดแค่ไหน หลังจากที่สหรัฐได้เปิดแนวรบแรกกับจีนที่เปิดศึกการค้ามาปีกว่ายังไม่มีวี่แววว่าใครจะเป็นผู้ชนะหรือจะออกมาเช่นไร แต่การเปิดแนวรบเพิ่มกับอียูนั้น น่าติดตามว่าอเมริกาสามารถจัดการกับแต่ละแนวรบได้ดีแค่ไหน เพราะถ้าวางยุทธศาสตร์ไม่ดี เกิดอียูกับจีนหันมาจับมือกันเป็นพันธมิตรแล้วรับมือกันอเมริการ่วมกัน…น่าคิด